สวัสดีครับ อมยิ้ม17
เตือนก่อนเลยว่า “กระทู้นี้รูปเยอะมาก กรุณาเปิดกระทู้นี้ด้วย Wifi จะดีมาก”
ก่อนอื่นต้องบอกว่ากระทู้นี้มีทั้ง SR และ CR ในตัวเลยจ้า
SR คือ เจ้า GD110HU จากไทยซูซูกิ https://www.facebook.com/SuzukiSociety/
ให้ยืมมาหนึ่งคัน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางรอบนี้ของทั้งสองคันประมาณหนึ่ง
CR คือ เจ้าส่งแก๊สคุงของเจ้าของกระทู้จ้า คันนี้ซื้อเอง ตัดสินใจตัดสดตั้งแต่วันที่แรกที่เปิดตัวเลย ตอบโจทย์ตรงใจตรงๆหลายๆอย่างเลยลากเข้าบ้านซะเลย อิอิ
การเดินทางครั้งนี้ เกิดจากความคิดที่ว่า อยากจะซึมซับประสบการณ์ของยอดมนุษย์ล้านกิโลเมตรผู้เป็นหนึ่งในตำนานของวงการมอเตอร์ไซค์ในบ้านเรา และสำคัญคือเป็นตำนานที่ยังคงสร้างตำนานอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆอีกทอดหนึ่ง ประสบการณ์ของเกจิท่านนี้เปรียบมูลค่าเป็นเงินทองใดๆไม่ได้เลย ท่านมีแต่ใจที่จะให้ความรู้กับพี่น้อง #มอเตอร์ไซค์ เสมอมา…. ผู้นี้คือครูบาอาจารย์ที่ สมาชิก #มอเตอร์ไซค์ หลายๆท่านรู้จักกันดี และหลายคนก็นับถือท่านเป็นอาจารย์เช่นเดียวกับที่ผมนับถือ ออกแขกมาเสียน้ำท่วมทุ่งบางซ่อน…แน่นอน สมญา “วิชิต บางซ่อน” คือตำนานที่ให้เกียรติมาร่วมเดินทางกับเจ้าของกระทู้ในทริปนี้ จึงเป็นที่มาของคำว่า Ride with the legend เอวัง….
กระทู้นี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือและน้ำใจของผู้ประกอบการใจดีทั้งรายเล็กรายใหญ่ ที่ตั้งใจอยากจะนำเสนอและทดสอบผลิตภัณฑ์ มีอะไรกันบ้าง คุยกันไปเรื่อยๆก็แล้วกันเนอะ
แต่ทั้งหมดก็ยังคงตั้งอยู่บนแนวทางเดิมของ ทีมแอดมินมอเตอร์ไซค์พันทิพ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ โดยเจตนาขอเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลาง เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด ดีเราบอก ไม่ชอบเราเล่า ….ทั้งนี้ ต้องขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่สนับสนุนผลงานของทีมเราตลอดมาครับ มีเราในวันนี้ เพราะท่านทั้งหลายเกื้อหนุนนั่นแล ถือเป็นเกียรติของเราที่ได้รับใช้ทุกท่านครับ อมยิ้ม17
ก่อนจะเริ่มเดินทางครั้งนี้ คงต้องกล่าวถึงยางที่ได้ซื้อเองมาลองใช้ก่อน ก็คือเจ้า pirelli city demon คู่นี้ เนื่องจากผมได้สลัดยางเดิมติดรถออกตั้งแต่เมื่อประมาณ 4000km และได้ลองใช้เจ้า pirelli city demon คู่นี้มาถึงเลขไมล์ประมาณ 13000km เฉียดๆหมื่น ก็น่าจะพอบอกอะไรได้ดี
สำหรับเจ้า pirelli city demon ตัวนี้ โดยสรุปหากเทียบกับยางเดิมติดรถของส่งแก๊สคุง โดยรวมแล้วก็นับว่าดีกว่าสองขุม คุณภาพเนื้อยางน่าพอใจ ดอกทนดีใช้ได้ไม่หมดไวนัก แต่ก็ไม่ถึงกับทื่อเกินไป (เพราะทนไปมันก็ไม่เกาะดี) ทางปกติดีเยี่ยม ทางเปียกจัดว่าดีและดีกว่ายางเดิมติดรถ จุดสังเกตสำคัญเมื่อเทียบกับยางติดรถคือ แม้หน้าหลังจะขนาด 2.50 และ 2.75 เท่ากัน แต่พอใส่เข้าไปจริงๆ กลับสัมผัสได้เลยว่าเจ้า pirelli city demon เหมือนจะใหญ่กว่าไซส์นึง….รู้สึกหน่วงขึ้นนิดๆชัดเจน เรียกได้ว่าหนักขึ้นและก็มั่นคงขึ้น แก้อาการหลังย้วยหน่อยๆของเจ้าส่งแก๊สคุงได้ดีขึ้นอีกหน่อย รับน้ำหนักบรรทุกได้ดีขึ้น มาดูรูปกันดีกว่าครับท่านผู้ชม

 

 

 

จริงๆตัวหนังสือ pirelli มันจะเหลืองๆกว่านี้ เด่นกว่านี้ แต่นี่ใช้มาหลายวันละก็หมองๆลงไปตามสภาพ

 

 

 

ลายดอกยางเหมาะแก่การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เรียกว่าเป็นลายดอกยางอเนกประสงค์ก็ว่าได้ ทำได้พอดีทุกอย่างแต่ไม่สุดสักทางเหมือนเป็ดนั่นแหละ

 

 

 

มาดูสภาพดอกยางหน้าหลังที่ผ่านการใช้งานไปแล้วร่วมหมื่นกิโลเมตรกัน

 

 

ยางหลัง

 

 

จะเห็นได้ว่าดอกข้างหน้ายังเหลือบาน แต่หลังนี่อีกสักเดือนคงต้องเปลี่ยนแล้ว ความทนทานให้ผ่านสมราคาและชื่อชั้นของ pirelli เลยจ้า
โดยสรุปเจ้า pirelli เอื้ออาทรตัวนี้ ใช้งานได้อเนกประสงค์ดีสมราคาค่าตัวของมัน เหมาะสมกับรถตลาดบ้านๆจ่ายตลาดทั่วไป ใช้งานได้พอดีในชีวิตประจำวัน เนื้อยางดีแบบกลางๆคือทนทานในระดับหนึ่งและตอบสนองเกาะถนนดีในระดับเกินอเนกประสงค์ไปนิดนึง โดยพิกัดสมถนะของจักรยานยนต์บ้านๆจัดว่าพอเหลือๆ แต่ที่หล่อเกินเหลือคือโลโก้ pirelli นี่แหละ จอดที่ไหนก็หล่อ จอดที่ไหนก็อยากกวักมือเรียกเพื่อนมาดู นี่ๆ พีเรลลี่เลยนะแก ยางอิแท้ลีเลยนะเว้ยเฮ่ย (ว่าแต่ผลิตที่ไหนแว๊) ๕๕๕
อะ จบไปหนึ่ง เหลืออีกหลาย แต่กดโพสต์ก่อนดีกว่า กลัวคอมเดี้ยงนี่หมดอารมณ์เหลาเลยนะพวกเธอ หัวเราะ
จะว่าไปเจ้าเครื่องยนต์ของ GD110HU เนี่ย ถามว่ามันทนไหม เอาเป็นว่ามันถูกสร้างเพื่อจำหน่ายให้หลายประเทศใช้งาน เช่น จีน ปากีสถาน ถ้าลองพะยี่ห้อคนบ้าแล้วใช้งานในประเทศพวกนี้ได้ เชื่อได้ระดับหนึ่งเลยว่ามันต้องจัดอยู่ในประเภทอึดถึกจนใกล้เคียงคำว่าอมตะ ดังนั้น เครื่องเดิมๆก็ธรรมดาไปสำหรับทริปนี้ ว่าแต่ก็ผู้ประกอบการใจดีเสนอปรับปรุงเครื่องให้เจ้าส่งแก๊สคุง ยกชุดคิทเพิ่มระดับอัพซีซีจาก 110เป็น130 ขอบพระคุณความเมตตาของเฮียอิ้ง แห่งร้าน ing classic [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ตลาดพูนทรัพย์มา ณ ที่นี้ด้วยจ้า อมยิ้ม17
บอกได้เลยว่าจะทำคลาสสิกเดิมๆ ทำคาเฟ่ บอมเบอร์ แทรกเกอร์ หรือทำเวอร์ๆ ลากรถใส่ร้านนี้ได้เลย(พกตังมาด้วยนะเออ) งานดีระดับยอดฝีมืออีกร้านของวงการเลยจ้า เฮียอิ้งก็ใจดี(ไม่ใช่เฉพาะกับผมนะ พี่น้องที่ขี่GDหลายๆท่านที่เคยใช้บริการจะทราบดี)
ชุดคิทเซทนี้เบิกอะไหล่แท้จากไทยซูล้วนๆ เรื่องคุณภาพชื้นส่วน ความอึดถึกของคนบ้านี่การันดีได้ระดับหนึ่งแน่นอน

 

 

 

 

จากนั้น เมื่อเสนอโปรเจคนี้ผ่าน….ไหนๆก็วิ่งไกลๆกันแล้ว หาอะไรมาทดสอบอีกสักอย่างดีกว่า…ว่าแล้วก็ผู้ประกอบการใจดีก็ฝากน้ำมันเครื่องกระป๋องส้มๆผ่านมาทางแอดมินช่างแอร์ในตำนานมาให้ลองใช้งานกันในทริปนี้สิริรวมทั้งสิ้นสองกระป๋อง ได้มาแล้วก็กรอกให้ดูกันว่าเอาใส่รถไปลองใช้จริงๆนะเธอ

 

 

 

 

คันนี้ของพระอาจารย์ก็อัพ 130cc แล้วคือกัน ลองใช้ป๋องส้มด้วยคือกั๋น

 

 

 

เจ้าส่งแก๊สคุงออกจะพิเศษกว่ารถของพระอาจารย์นิดหน่อย เนื่องจากต้องแบกน้ำหนักเยอะ ถ้าทุกอย่างเท่ากันเป๊ะนี่พระอาจารย์ทิ้งหายหลายทุ่งแน่นอน ยังไงดีล่ะ… เลยจัดการไล่แมวออกไปจากท่อซะ แต่สุ้มเสียงหายห่วง ยังเบาทุ้มนุ่มหูไม่กวนบาทาเพื่อนร่วมทางแน่นอน คือถ้าผ่ามาแล้วเสียงดังก็ไม่เอาเฟ้ย บอกเลยว่าไม่ชอบเสียงดังๆ ทำอะไรบอกหมดไม่หมกจ้า

 

 

เตรียมรถจบ ก็เตรียมเอกสารสิครับ ถือเล่มเขียวไปหมอชิต จ่ายไปยี่สิบทอนห้าบาท นั่งกินข้าวรอสักพัก ก๊อกๆแก๊กๆ เดินไปรับเอกสารกลับบ้านได้เลย บริการรวดเร็วใช้ได้ ชมเชยเลยจ้า

 

 

 

 

ส่วนคำว่า….The frist contact …ที่หัวกระทู้มาจากอะไร
เอาง่ายๆนะ ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าเอาแบบข้ามแดนชั่วคราวแว้บๆน่ะหลายรอบ ดูเหมือนไม่น่าเชื่อ เฮ้ย ป่านนี้แล้วยังไม่เคยไปจริงอะ…แหม่ ยืนยันด้วยกระทู้ทำหนังสือเดินทางเลยจ้า http://pantip.com/topic/34250902 เห็นมะ บอกแล้วว่าขี้เมาท์แต่ไม่ขี้ปด อิอิ (จริงๆโหงวเฮ้งยาจกก็น่าเชื่อนะว่าไม่เคยไปเมืองนอกเมืองนาเมืองฟาร้าฟาหรั่งกับเขาหรอก) ดังนั้น…ขอการข้ามพรมแดนด้วย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนี่เลยจ้า (สมที่มีเชื้ออีสานครึ่งนึงในตัวจริงๆ)
เตรียมรถเสร็จ เตรียมคนพร้อม เอกสารครบถ้วน….ได้เวลาออกเดินทาง ใช้ถนนพหลโยธิน ผ่านทุ่งบัวชม แวะขอพรปู่ทวดกันก่อน

 

 

ขี่เลยมาอีกนิด มาคอยพระอาจารย์ที่ ปตท บริจสโตน นั่งดูดมอคค่าปั่นไปสองอึก พระอาจารย์ก็มาตรงเวลาเป๊ะๆ

 

 

หนึ่งอาจารย์ หนึ่งศิษย์…พร้อมแล้วก็มุ่งหน้าสู่อิสาน ผ่านเขื่อนลำตะคอง ยังพอมีเวลาก็แวะชิลกันก่อน

 

 

 

 

วันแรก…เนื่องจากเราออกเดินทางเอาก็ช่วงบ่ายแล้ว เลยแวะพักนอนที่โคราชกันก่อนหนึ่งคืนด้วยการต้อนรับของเจ้าบ้าน BB KORAT https://www.facebook.com/Suzuki-Bigbike-motor-sales-1492646687690629
คืนนั้นหลังจากเข้าที่พักก็ออกร่อนในเมือง แวะสักการะย่าโมกัน

 

 

เช้าวันที่สองก่อนลุยต่อก็แวะดื่มน้ำกันก่อน

 

 

 

วิ่งผ่านหนองกี่ แวะจะไปเซอร์ไพรส์เจ้าต้นกล้า…เอ้า จำผิดนึกว่าทำงานที่นี่ จริงๆทำอีกที่ แป่วววววว หายง่วงสิ

 

 

พอเริ่มสายก็ไปกันต่อ พระอาจารย์อยากแวะไประลึกความหลังแถวพนมรุ้ง ก็จัดซะหน่อย เข้าประตูนี้ ขี่ขึ้นด้านหลังปราสาทได้เลยนะเออ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ออกกจากพนมรุ้ง…ระยะทางยังอีกยาวไกล ความเร็วรถที่จำกัด จึงทำให้ต้องรีบเดินทางกัน วาร์ปอีกทีมาอุบลเลยละกัน

 

 

แวะหยอดโซ่ที่ดีลเลอร์ของซูซูกิที่อุบลกันหน่อย

 

 

พระอาจารย์แวะถามหาคนเก่าๆ…บางคนก็ยังอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็อย่างที่รู้ๆกัน…

 

 

 

 

ระยะทางจากอุบลฯไปช่องเม๊ก ร่วมๆร้อยกิโลเมตร ใกล้มืดเต็มที บิดกันตาเหลือก โอ้วววววถึงสักที

 

 

มองมุมกลับ จะมืดแล้วจ้า ทำไงล่ะ…ด่านปิดสองทุ่ม ตอนนั้นประมาณหกโมง พระอาจารย์บอก ข้ามไปน่ะทัน แต่จะขี่จากช่องเม๊กไปปากเซตอนกลางคืนน่ะ ไม่ดีแน่….

 

 

เราก็ศิษย์มีครู พระอาจารย์ว่ายังไงก็ว่าตามสิจ๊ะ หาโรงแรมนอนกันที่ด่านนั่นแหละจ้า คืนนั้นโดนค่าที่พักห้าร้อยไปสบายใจ (แต่รูปนี้ถ่ายตอนเช้านะ) ที่นี่เข้ามาสุดซอยเลย นอนแล้วโอเคใช้ได้ ไม่มีสุกี้ ให้ผ่านจ้า

 

 

ก่อนนอนก็กินยาแก้ไอตรานักเลงกันหน่อย(ขมายสำนวนพระอาจารย์มาใช้ซะเลย) เค้าล้อเล่น เอาแค่พอหลับสบาย

 

 

หลังมื้อเช้า ก็ไปยื่นเอกสารที่ป้อม เจ้าหน้าที่บริการดีมาก เอกสารครบไม่มีปัญหาจ้า

 

 

ผ่านของไทยมาได้ ก็ต้องผ่านของลาวอีกสามด่านใหญ่+หนึ่งด่านย่อยนะ ถ้าไม่ครบตามนี้ข้ามกลับลำบากนะเออ
ด่านแรกป้อมเล็กๆนี่ต้องไปยื่นเอกสารให้เฮียเขาจดลงเล่มโตๆ

 

 

ด่านสองมาที่ตึกใหญ่สีขาวขวามือ ผ่านสองช่องตามภาพเลย

 

 

 

 

ข้างๆจะมีจุดขายประกัน ซื้อซะด้วยนะจ๊ะ โดยตรวจไม่มีนี่ไม่สนุกนะเธอ

 

 

 

จุดสุดท้าย ถ่ายรูปไม่ได้ (บางที่อย่ามั่วถ่ายก่อนนะ ถามก่อนว่าถ่ายได้ไหม อย่าเสี่ยง เดี๋ยวงานเข้า) เลยต้องขี่มาไกลด่านสุดท้ายหน่อย ถ่ายไกลๆเอา

 

 

พระอาจารย์แวะซื้อส้มโอไปล้างปาก ปลูกในไทยหรือลาว…ไม่แน่ใจ แต่เห็นว่ารสชาติไม่ผ่าน

 

 

ขี่เข้ามา ไปเรื่อยๆ เจอร้านขายอะไหล่ก็แวะดูของเล่นกัน ส่วนใหญ่เจ้าของร้านพวกนี้จะเป็นเวียดหรือไม่ก็จีน

 

 

ไหล่ทางเบ้อเริ่ม รอขยายหลังAEC

 

 

เข้ามาต้องปรับตัว ท่องไว้ๆ วิ่งขวา เพราะบางทีจอดแวะตรงไหน ขี่ออกมาอีกที ความคุ้นชินจะทำให้เราไปวิ่งซ้าย การหันมองรถที่มาข้างหลังก่อนเราออกตัวก็จะไม่ใช่มุมมองเดิมๆที่คุ้นชิน ต้องระวังให้มาก

 

 

ฟ้าเปิดแดดเปรี้ยงๆ

 

 

ผ่านสามแยกที่เลี้ยวขวาไปแขวงจำปาสักมา แปบนึงเราก็จะข้ามสะพานลาว-ญี่ปุ่น เพื่อข้ามมาเมืองปากเซ

 

 

 

 

แต่จุดหมายของเราวันนี้ไม่ใช่ปากเซจ้า ลงสะพานมาเลี้ยวขวาไปเรื่อยๆเจอสี่แยกอีกทีเลี้ยวขวาจะเจอป้ายนี้

 

 

 

ไปดอนโขงกัน

 

 

ระยะทางประมาณ112กิโลเมตร แต่พอมาวิ่งในนี้คูณไปเลย 1.2 ของเวลาที่ควรจะวิ่งปกติ เพราะเราไม่ควรวิ่งเร็วมากเกินรถท้องถิ่น ดังนั้นก็เลยไปกันชิลๆเรื่อยๆ วิ่งมายาวๆจนจะหลับก็เลยมาจอดแปะตรงนี้ประมาณอีก20กิโลเมตรจะถึงดอนโขง วิ่งกันตรงๆยาวๆแค่ไหน สังเกตหน้ายางได้เลย

 

 

 

ยางมะตอยที่นี่จะผสมหินเม็ดเป้งๆมาก แบบนี้ฝนตกนี่ถ้าดอกยางดีๆแล้ววิ่งไม่เร็วมากนี่ไม่ต้องห่วงเรื่องลื่นอะไรมากเลย

 

 

ก่อนเข้าเมืองดอนโขง แวะวัดหาความรมรื่นกันแปบนึง นั่งพักแล้วไปต่อ

 

 

เลี้ยวขวาจากถนนใหญ่ก็จะเจอสะพานข้ามโขง ดูทรงแล้วเพิ่งทำไม่เกินสามปี

 

 

 

 

 

ข้ามสะพานมาก็เลี้ยวขวา แวะหาร้านหามื้อเที่ยงกิน ร้านแรกจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ไม่ค่อยมีของกิน ร้านนี้จะอยู่ที่ท่าเรือบั้กเก่า มองย้อนไปจะเห็นสะพานที่ข้ามมา

 

 

ร้านนี้ติดริมโขง บรรยากาศจัดว่าดี รมรื่น รวมกันรสชาติอาหารที่ไม่ขี้เหร่ พนักงานอัธยาศัยดี ให้ผ่านก็ละกันจ้า

 

 

 

อิ่มจากมื้อเที่ยง นั่งชิล นั่งใช้ wifi ของที่ร้านเพื่ออัพเดทไปสักพักใหญ่ๆ (ไม่ได้ซื้อซิทเนทที่ลาวมาใช้จ้า) เราก็ไปคอนพะเพ็งกันต่อ
จ่ายเงินค่าธรรมเนียมบำรุงสถานที่ไปหลายร้อยเพื่อเข้าชม (จุกไปเหมือนกัน) เราก็ขอเข็นรถลงมาถ่ายภาพในบางมุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ใจดียอมให้เราเข็นรถมาถ่ายได้จ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

ความอลังการของสายน้ำโขง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในมหานทีของโลกเบี้ยวๆใบนี้ เมื่อทอดตัวผ่านแก่งหินขนาดใหญ่ จากสายน้ำที่อ่อนโยนก็พลันเกรี้ยวกราด ภาพที่ไม่คุ้นชินสร้างความแตกต่างและตื่นตาตื่นใจ สะกดให้เราตะลึงและดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเบื้องหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

น่าเสียดายในฝีมือถ่ายภาพของผมมันอ่อนด้อยเกินไป แต่บอกเลยว่าภาพที่เห็นจริงผ่านสองตางดงามกว่าในภาพหลายขุม
กลับจากคอนพะเพ็ง แวะถ่ายมาหลักกิโลมาให้ดูกัน (ชาวลาวจะเรียกแค่ว่า”หลัก”) หลักทีนี่แปลกครับ แต่ละหลักจะไม่เรียงที่หมายเดียวกัน จะเวียนที่หมายไปเรื่อยๆทั้งใกล้และไกล เช่น ถ้าเทียบกับบ้านเรา เรากำลังเดินทางจากนครสวรค์ไปกำแพงเพรช หลักก็จะไล่คำว่ากำแพงเพชรแล้วตัวเลขจะลดลงทีะหลัก แต่ที่นี่หลักนี้จะบอกกำแพงเพชร หลักต่อไปบอกตาก หลักต่อไปบอกลำปาง บางหลักบอกที่ห่างๆ600กิโลก็มี ดูแล้วมึนๆดีครับ

 

 

กลับมาถึงก็มาที่รัตนะสิงที่เล็งเอาไว้ เลือกเอาชั้นหนึ่งที่ระเบียงติดที่จอดรถเลยจ้า

 

 

ตอนแรกถามราคาบอก 600 แต่ด้วยสกิลของพระอาจารย์เป่ามนต์จินดามณีพรวดใส่เด็กเฝ้าโรงแรม เลยได้เหลือคืนละ 500 บาทไป ประหยัดไปเป็นร้อยนะเออ สภาพห้องก็โอเคนะ มีไวไฟให้ใช้ก็ดีใจละ๕๕๕

 

 

 

 

หลังมื้อค่ำจัดเบยลาวไปหลายขวด สบายตัวกันไป ของเขากลมกล่อมดีจริง

 

 

ค่ำคืนทีสงบสงัดผ่านไปเกือบราบรื่น ถ้าไม่ติดว่านอนเล่นอยู่ดีๆไฟดับทั้งดอนโขงเป็นชั่วโมง สาบานว่าชั่วโมงนั้นหลอนๆวอลค์กิ้งเดธมาก เปิดม่านส่องไฟฉายดูนอกหน้าต่างเป็นจังหวะ เห็นท่าเดินแปลกๆมานี่มีเฮ

 

 

มื้อเช้าก็มานั่งโต๊ะเดิมอีก ติดใจๆ โต๊ะนี้จัดไปสามมื้อเชียวนะ

 

 

คิดไรไม่ออกแน่นอนว่าเมนูสิ้นคิดต้องมา

 

 

ชีวิตหรูๆเกร๋ๆ กินกระเพราดข้าวหลักหมื่น!!!(กีบ)

 

 

โรงแรมนี้โอเคเลยจ้า ให้ผ่านนนน

 

 

ชาติเสือนี่ต้องไว้ลายจริงๆ อิอิ

 

 

ระหว่างขี่เข้าออกดอนโขงตั้งแต่เมื่อวาน เห็นบางจุดข้างทางมีอะไรม่วงๆ ว่าแล้วก็ชวนพระอาจารย์แวะสักหน่อย

 

 

 

 

วิ่งออกจากดอนโขงมาเรื่อยๆชิลๆ ที่สุดของความชิลมักะจบที่ความง่วง เลยที่พักรถข้างทางซัดเอ็มสักขวด จุดพักรถตรงนี้พ่อค้าแม่ค้าพูดไทยได้ชัดดี แน่นอนว่าคนไทยมาแวะบ่อย

 

 

จอดจิบเอ็มอยู่ ก็เห็น Maxsym400i เลี้ยวเข้ามา เป็นฝรั่งร่างใหญ่ใจดีกับภริยาคนไทย ขี่รถมาเที่ยวลาวเหมือนกัน แต่กำลังจะกลับไทยแล้ว เนื่องจากตกหลุมไปหลายที สำรวสภาพแล้วล้อแม็กขอบดุ้งชัดเจน แก้มยางเริ่มปริแตกบางจุด เลยแนะนำให้รีบกลับเข้าไปทำรถที่อุบลด่วน

 

 

เมื่อวานขามาว่าจะแวะเข้าไปวัดภู แต่หาทางเข้าบ่เจอ วันนี้เจอแล้ว เห็นสภาพทางเข้าแล้ว….เอิ่มมมม ไว้ก่อนละกันนะ
บอกเลยว่าทางเข้านี่หาป้ายบอกยากมากกกกก

 

 

 

จากดอนโขงตรงเข้าปากเซก่อนเข้าปากเซก็เลี้ยวขวามาก็จะเจอปั้มที่เราคุ้นเคย หิวกาแฟสิครับพี่น้อง รสชาติได้มาตรฐานยี่ห้อป่าดงดิบเลยจ้า

 

 

 

สูบคาเฟอีนเข้าร่างแล้ว เราเลี้ยวขวาออกจากปั้ม มุ่งหน้าไต่ความสูงของเพียงบอละเวนสู่เมืองปากซอง เป็นช่วงเที่ยงที่เด็กๆพักเที่ยงแล้วเดินกลับไปกินข้าวที่บ้านพอดี

 

 

จากแผนที่จะเห็นเลยครับ ระยะทางจากปากเซขึ้นเพียงบอละเวนสู่ปากซองที่ระดับความสูงจากนำทะเลประมาณ1200เมตร เป็นการไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆตลอด 40 กว่ากิโลเมตร อากาศค่อยๆเย็นขึ้นเรื่อยๆ มันจึงฟินมากสำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์

 

 

ถึงเมืองปากซองแล้ว….แวะกินมื้อเที่ยงกันก่อน

 

 

หลังร้านก๋วยเตี๋ยว เจอเจ้าอ้วนพวกนี้ แอร๊ยยยยย อยากอุ้มกลับไทยยยยย แต่ดูทรงแล้วลำบาก ฮี่มๆๆๆๆ

 

 

 

 

 

 

ถ่ายให้ดู….ให้ดูต้นสนครับ ระดับความสูงจากน้ำทะเลเพียงพอที่ต้นสนจะขึ้นได้เลยล่ะ

ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ใช้ได้เลย ซุปจัดว่าคล่องคอดี

 

 

 

 

 

 

อิ่มแล้ว ก็หาอะไรทำ ขี่รถผ่านตรงนี้

 

 

เจอป้ายนี้….เอาล่ะสิ หึหึหึ

 

 

ลุยสิครับพี่น้องงงงงงง

 

 

 

 

 

ถามทางสักหน่อย (ว่าหลงหรือยัง)

 

 

ถึงหมู่บ้านหนองหลวงแล้ว สภาพแวดล้อมชุ่มชื่นเย็นสบายดีจริง

 

 

 

เอาล่ะสิ ทางลงชันๆลื่นๆ หินลอยก้อนเบ้งๆ แต่พระอาจารย์โดดเข้าใส่แล้วไปพริ้วๆเลยฮะ

 

 

 

 

ขึ้นชันๆลื่นๆแบบนี้ก็มี พระอาจารย์ก็ไปพริ้วๆอีกเช่นเคย มันทุกเม็ดจริงๆสิน่า

 

 

ซุ้มประตูนี้ เชื่อว่าหลายๆคนเคยเห็นในห้องบลู

 

 

เจอป้ายน้ำตก….คือมาถูกทางแล้วป่ะ

 

 

แอดเวนเจอร์หนักขึ้นเรื่อยๆ หลายจุดโหดมาก จนลืมถ่ายรูปมาให้ดู อันนี้เท่าที่พอจะจอดถ่ายได้

 

 

 

 

ดูจากประเภทของพื้นพรรณ หลายคนรู้เลยว่ามันชุ่มชื้นเย็นสบายขนาดไหน สมเป็นที่ราบสูงที่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟชั้นนำของโลกนี้อีกแห่งจริงๆ

 

 

หนึ่งเกจิอาจารย์ หนึ่งศิษย์ขอบกระโถน ลุยเข้ามาลึกมากสำหรับถนนหนทางกลางป่าเขาในประเทศที่ไม่รู้จัก เพราะนึกว่าเจอป้ายน้ำตกแล้วนี่ ยังไงไปตามป้ายก็เจอแหละ เราวิ่งไปจนถึงตรงนี้ แหม่ มีลำธารๆ เข้าเค้าๆ มีไม้เตรียมสร้างสะพานด้วย เออออออ มันต้องใช่ดิ

 

 

ว่าแล้วก็ลุยสิ

 

 

 

 

หลังจากข้ามน้ำมาได้ประมาณ50 เมตร….เราก็พบว่ามันสุดทางที่มอเตอร์ไซค์จะไปได้แล้ว…ถ้าจะไปลึกกว่านี้ต้องลงเดิน
ซึ่งเราไม่มีข้อมูลเลยว่าไกลแค่ไหนกว่าจะถึงที่หมาย….อนิจจา พระรามเดินดงทั้งสองคงต้องยูเทริน์กลับลำ เฮ้อ…ฝากไว้ก่อนเถอะ
ขากลับออกมาผมยังดื้อไปถามวัดตรงใกล้ๆป้ายเข้าน้ำตกว่าไปถูกทางไหม ปรากฎว่าถูกทางแล้วนั่นแหละ แต่ต้องมีทัวร์นำเดินลงไป ต้องโหนสลิงข้าม บลาๆๆๆ นึกภาพไม่ออกก็ตามกระทู้นี้เลยจ้า http://pantip.com/topic/34389562
ฝากไว้ก่อนเถอะโอริโอ้!!!
(เอาฟะ อย่างน้อยได้ลุยทางเอนดูโร่สนุกๆ ถือว่าไม่ขาดทุนก็ละกัน)

 

 

 

แว้บมาถ่ายรูปตรงอนุเสาวรีย์ที่อยู่ใกล้ๆปากทางเข้ากันแก้เซ็ง

 

 

 

 

ภาพปูนปั้นนูนต่ำบนผนัง บ่งบอกเรื่องราวในยุคที่เวียดนามเข้าร่วมเป็นสหายกับลาวในฐานะประเทศสังคมนิยมด้วยกันปุะดุจดั่งพี่น้องจุนเจือกัน

 

 

ใกล้ๆกันก็มีร้านเข็นขายเจ้านี่ พระอาจารย์ได้แลเห็นก็เปรี้ยวปากออเดอร์ในบัดดล

 

 

 

แหม่ นึกว่าภาพตอนยังเอ๊าะออกเลยว่าเสือร้ายขนาดไหนล่ะอาจารย์เรา

 

 

ระหว่างรอพระอาจารย์คุยเล่นกับแม่ค้า อิลูกศิษย์ก็ส่องรอบๆไปเรื่อยเปื่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

สะสมเสบียงแล้วก็ตระเวนหาที่พักคืนนี้กัน ที่แรกขึ้นไปดูข้างหลังอนุเสาวรีย์นั่นแหละ ขี่ผ่านแล้วเห็นฮวงจุ้ยมันเฟี้ยวดี

 

แต่สอบถามแล้วราคาค่อนข้างเอาเรื่อง เกินงบจ้า ไอ่เสือถอยยยยยยย

 

จากนั้นก็ลองถามอีกหลายที่ ก็ไม่ถูกใจ ไม่ตรงตามเงื่อนไข จนมาได้ที่นี่ เป๊ะเลย ลงตัว (จริงๆเป็นที่แรกที่เล็งไว้ตอนขี่เข้าเมืองปากซองมาแล้วแหละ ๕๕๕) แม้จะเป็นห้องพัดลม แต่ก็ได้เตียงคู่ อากาศดีไม่อุดอู้ ที่สำคัญ อากาศแบบนี้เปิดแอร์ก็คงไม่ใช่แนวเราล่ะ หน้าตาสถาปัตยกรรมดูแล้วอยู่ในยุคสังคมนิยมดีมากชอบเลยยยยยย มาปากซอง แนะนำที่นี่เลยจ้า

 

 

 

 

 

เปิดทะลุระเบียงอีกด้านได้

 

 

วิวหลังโรงแรม

 

 

 

ด้านหน้าโรงแรมมีร้านอาหาร ซึ่งเจ้าของเป็นคนไทย อันนี้แหละทีเด็ด

 

 

สุริยนจมขอบฟ้าที่ปากซอง

 

 

ภาพนี้จะเห็นเมฆอยู่ตรงขอบฟ้า หากเป็นภาพเคลื่อนไหวจะเห็นเลยว่าเมฆกลุ่มนี้ลอยเคลื่อนที่อยู่อย่างช้าๆ ใช่เลย เมืองปากซองในวันนั้นหากมองจากพื้นราบขึ้นมาจะเห็นว่าอยู่เหนือเมฆเลยจ้า

 

 

 

มื้อเย็นก็ลงมาเหลาที่ร้านที่ว่านี่แหละ เจ้าของร้านเป็นไทยแท้ พ่อครัวพูดไทยชัด….มันอุ่นใจอย่างนี้เอง

ดร.ปกปักษ์

 

 

น้องอ๋องหนุ่มตี๋หน้าเกาหลีมาดูแลกิจการก่อสร้างที่นี่

 

 

 

อากาศของมื้อค่ำวันนั้นเปี่ยมด้วยมิตรภาพ ดั่งคำว่าพบสหายรู้ใจ สุราพันจอกมิเมามาย จากเย็นย่ำข้ามเที่ยงคืนไปยันตีสอง…เบยลาว อย่านับเป็นขวดเล้ยยยย

 

 

อ่อ สังเกตเครื่องแต่กาย จะบอกว่าอากาศตอนนั้นเย็นถึงขั้นหนาว หวดไปเบาะๆแค่ประมาณ12องศาเซลเซียสเองงงงงงง

มื้อค่ำพร้อมมิตรภาพแสนพิเศษได้ผ่านพ้นไป…อากาศคืนนั้นจัดว่าเย็นยะเยือก ปิดประตูหน้าต่างห่มผ้าแล้วก็ยังหนาว แต่ก็สะใจดี นอนหลับสบายตื่นเช้ามาชมวิถีชีวิตของผู้คนที่เคลื่อนไหวตามวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาท่องต่างแดน

 

 

 

 

 

 

 

 

สายๆก็ย้ายไปนั่งชิลบนระเบียงหน้าห้อง เสพภาพจากมุมสูง ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

 

 

 

ประมาณสิบโมง…ขอบฟ้ายังเป็นเมฆลอยละเรี่ยๆเอื่อยๆอยู่เลย นี่แหละเพียงบอละเวน

กลุ่มนี้ดูแล้วคงเป็นนักวิจัย รอรถประจำทางตั้งแต่แปดโมง กว่ารถจะมาก็เกือบจะสิบโมง

 

 

จุดหมายในการเดินทางวันนี้คือตียาวจากปากซองไปสะหวันเขต เพื่อข้ามกลับไทยด้วยสะพานมิตรภาพฝั่งจังหวัดมุกดาหาร ระยะทางในวันนี้กว่า300กิโลเมตรเชียว

 

 

แต่กระนั้นก็ยังแวะเที่ยวตาดฟานกันก่อน
วิ่งจากปากซองลงมาประมาณหลักที่สี่สิบกว่าๆหาป้ายนี้ให้เจอล่ะ

 

 

ทางเข้าจะเป็นหินกรวดแบบนี้วิบากกันเล็กๆขำๆกันไป

 

 

บริเวณตาดฟาน ถือว่าเป็นที่ๆมีการบริหารจัดการสถานที่ได้ค่อนข้างดี ที่เห็นก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึก

 

 

จอดมอไซไว้ตรงนี้จ้า

 

 

เสียค่าเข้าด้วยนะ คนละ….จำไม่ได้ ๕๕๕ ประมาณ50บาทมั้ง

 

 

ทางเดินด้านใน ร่มรื่นดีงาม

 

 

มีโซนที่พักด้วยนะ แต่ไม่ได้เดินเข้าไปดู กลัวเกิดกิเลส อิอิ

 

 

 

เดินเข้ามาประมาณสองร้อยเมตรก็จะถึงจุดชมวิวตาดฟาน

 

 

 

 

ลักษณะของตาดฟาน เป็นลำธารสองสายไหลมาป๊ะกันที่หล่มหินปูนขนาดใหญ่ สายน้ำทั้งสองทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงลงด้านล่างก่อเกิดเป็นภาพอัศจรรย์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างไว้

 

 

 

มองทางด้านขวาของจุดนี้ จะเห็นอาคารไม้ที่เป็นส่วนให้บริการต่างๆ

 

 

เมื่อเราเดินไปแถวๆอาคารนั้น จะพบว่ามีจุดชมวิวตาดฟานอยู่อีกจุด จุดนี้จะเห็นตัวน้ำตกได้ชัดเจนกว่า (เกือบพลาด)

 

 

 

 

 

 

หากมากันหลายคน มุมนี้จะเหมาะกว่าจุดแรก

 

 

จาดตาดฟาน เรามุ่งตรงลดเพดานบินลงมาสู่พื้นราบ มื้อเที่ยงวันนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นน้ำๆเส้นๆ ร้านนี้อยู่เลยสนามบินปากเซมาหน่อยนึง แม่ค้าเป็นชาวลาวที่เคยไปทำงานอยู่ฝั่งไทย คุยกันเพลินเลย

 

 

 

ลากยาวจากปากเซผ่านคงเซโดนไปยังสะหวันเขต เข้าสู่ช่วงทำเวลาเพื่อให้ข้ามไปฝั่งไทยได้ทันก่อนมืด ช่วงนี้ถนนต้องบอกว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆ ตรงๆยาวๆไม่มีจุดชมวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เน้นเป็นทางผ่านจากแขวงสู่แขวงเอา ดังนั้น นอกจากแวะถ่ายน้ำมันเครื่องคนกับแวะหาอะไรดื่ม ก็ขี่กันอย่างเดียวโลด

 

 

 

แล้วเราก็มาถึงสะหวันเขตแบบทันเวลาสบายๆ แบบมีเวลาเหลือพอให้พระอาจารย์วนหาไอเทมลับเพื่อกักตุนไว้หล่อลื่นในยามอากาศหนาว อิอิ ตุนมาพอสมควรก็ข้ามกลับบ้านเรากัน

 

 

ตอนข้ามมาจากไทยผ่านด่านของลาวมาได้ ถ้ามาถูกวิธีเราจะได้ใบนี้มาด้วย เก็บไว้ให้ดี ถ้าไม่มีใบนี้ต้องเอารถลงเรือบั้กข้ามเอานะจ๊ะ (ได้เป็นคุณท้าวด้วยเว้ยเฮ้ย)

 

 

ชำระค่าธรรมเนียมไม่กี่สิบบาทก็ข้ามกลับสบายๆ เจ้าหน้าที่ลาวฝั่งนี้บริการดี อัธยาศัยเยี่ยม

 

 

 

ข้ามกลับมาฝั่งไทยแล้ว…รู้สึกอบอุ่นใจ เออ บ้านเราแล้วนะ ถึงปลายทางจะยังอีกไกล แต่ก็ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินไทยของเราแล้ว
ตอนแรกกะว่าจะมาเล่นกับหลานชายคนเก่งและขอนอนค้างบ้านของ @neo-freeman สักคืน แต่ปรากฎว่าเจ้าของบ้านติดธุระอยู่ต่างจังหวัด ส่วนเจ้าเสือน้อยกว่าจะกลับก็สองทุ่ม ก็เลยเข้าโรงแรมอาบน้ำแต่งตัวชวนพระอาจารย์ไปเที่ยวตลาดแทน มามุกดาหารถ้าไม่ได้มาตลาดนี้เหมือนมาไม่ถึง
ที่จอดรถของเจ้าของโรงแรม อะหืมมมม ไม่ธรรมดา ขาสองล้อเหมือนกันนี่หว่า ๕๕

 

 

 

เปิดประตูหลังโรมแรมก็ถึงตลาดเลยล่ะ สะดวกแท้แลตะลึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สังเกตได้ว่าพระอาจารย์บันเทิงอารมณ์เป็นยิ่งนัก

 

 

 

ใช่ว่าจะมีแต่ของกิน เสื้อผ้าก็มีมากมาย

 

 

ร้านนี้เป็นตาแซ่บคั่กๆ

 

 

 

อืมมมมมม

 

 

ไม่ไหวละ!!

 

 

เดินตลาดเสร็จ ก็มาเล่นกับหลาน เล่นซะเหนื่อย สบายใจละ ไปนอนได้๕๕๕

 

 

เช้าอีกวัน วันนี้เป็นวันเดินทางยาวๆ ยิงยาวจากมุกดาหารกลับสู่บางกอก แวะเที่ยวได้ไม่กี่ที่ และนี่คือหนึ่งในที่ๆตั้งใจว่าจะต้องมาแวะให้ได้ในทริปนี้

 

 

 

 

 

 

มีดราม่ากันเล็กน้อย

 

 

วาร์จากพญาคังคาก มาสำรวจลู่ทางเล็กน้อย อิอิ

 

 

 

โดนจนด้ายยยยยยย

 

 

หืมมมมมมม ดอกแค่เนี้ยเองนะ เจ็บใจ!!

 

 

เผื่อมีใครสงสัยว่ากล่องหลังแยกมาหนักเท่าไร

 

 

จากนั้นก็ลากยาวๆกลับกรุงเทพ…ระหว่างทางก็แวะตั้งโซ่+หยอดโซ่อีกนิดนึงที่ศูนย์บริการซูซูกิแถวประโคนชัย สอบถามว่าที่นี่ก็ขายเจ้าGDไปได้หลายคันอยู่เหมือนกันนะ
ศูนย์บริการมาตรฐาน

 

 

แต่ขี้เกียจเข็นรถเข้าไปเลยขอให้ช่างออกมาตั้งโซ่เอาด้านนอก๕๕ ดีที่สุดคือพนักงานยินดีบริการโดยไม่คิดเงินสักบาท ขอบคุณมากครับ

 

 

ผ่านนางรองก็มีศูนย์ซูซูกิอีก เอาจริงๆก็ยังมีศูนย์มาตรฐานกระจายอยู่ทุกจังหวัดนะเออ

 

 

ก่อนจะผ่านหนองกี่ ก็นึกในใจว่าเฮ้ย ขามาไม่เจอ ขากลับอาจจะฟลุ๊คเจอกำลังขี่รถออกมาก็ได้
แล้วก็เจอจริงๆโดนไม่ได้นัดหมาย ๕๕๕ ป๊ะกันบนถนนจริงๆด้วยยยยยยย

 

 

จากนั้นก็ลากยาวๆมืดแล้วเลยไม่ได้ถ่ายรูป ถึงบางกอกประมาณสามทุ่มหน่อยๆจ้า ปลอดภัยดีครบ32ทั้งคนทั้งรถ

ระยะทางกว่า 2500 กิโลเมตรของทริปนี้…เป็นอีกทริปที่เต็มไปด้วยความประทับใจ
ว่าแล้วก็เดี๋ยวออกเรื่องอื่น มาสรุปท้ายกระทู้กันเรื่องรถดีกว่า

 

 

จากระยะทางตั้งแต่ 0-12000 กิโลเมตรของส่งแก๊สคุง รถบ้านๆหน้าตาโบราณแต่ดูรวมๆแล้วร่วมสมัย ดีไซน์ตั้งต้นมาถูกใจขาคลาสสิกที่จะเอาไปแปลงเป็นคาเฟ่ แทรคเกอร์ บอบเบอร์ ฯลฯ ทำหน้าเจ้าส่งแก๊สคุงนี้ต้องตาโดนใจใครหลายๆคน
แม้จะเป็นรถที่พะยี่ห้อญี่ปุ่น สมญาคนบ้า แต่เจ้าตัวนี้เป็นรถที่ผลิตชิ้นส่วนต่างๆขึ้นในจีน แล้วส่งชิ้นส่วนมาประกอบในโรงงานของไทยซูซูกิ ซึ่งไทยซูซูกิยืนยันว่าเจ้าตัวนี้ทุกขั้ยตอนการผลิตได้มาตรฐานปลาดิบนะเออ ผลที่ได้เด็ดดวงที่สุดคือสามารถทำราคาได้สี่สิบพันทอนร้อยนึง…เป็นอีกแรงจูงใจที่สำคัญ
พูดแล้วก็เหมือนเจ้าของรถอวยรถตัวเอง แต่ยืนยันว่าเท่าที่ใช้งานมากับเครื่องเดิมๆตลอด 12000 กิโลเมตรโดยประมาณ มันเป็นรถอีกคันนี่ใช้แล้วพึงพอใจ เว้ากันซื่อว่าราคานี้ก็ที่ได้รับคืนมาจากการใช้งานถือว่า”มีทอน”
หลายคนอาจจะยี้ว่า ไรแว๊…ดรัมเบรค…เรื่องนี้ก็นานาจิตตัง…แต่ผมซื้อก็เพราะมันดรัมเบรคหน้าหลังนี่แหละ ถ้าให้ดิสก์มานี่จะไม่แลเลยขอบอก คือ…มันไม่ใช่ไง

 

 

 

อย่างที่ว่ากันไป ถ้าคุณชอบมอเตอร์ไซค์ที่หน้าตาเป็นมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ดูเป็นยานอวกาศ ความคลาสสิคนั้นว่ากันชั่วลูกสืบหลาน ไม่อย่างนั้นเองค่ายส้อมเสียงก็ยังคงเข็นมอเตอร์ไซค์บางคันออกมาขายตลอดหลายสิบปีจนเป็นตำนานไม่ได้ ตำนานรถส่งแก๊สของค่ายเขียวก็คงไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา นอกจากความเป็นพาหนะแล้ว บางคนก็ยังใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินด้วย เนื่องจากรถที่มีถังน้ำมันข้างหน้านั้นมันได้เปรียบรถที่ต้องเปิดเบาะมาเติมน้ำมันมากมายนักในเวลาที่ต้องบรรทุกของไว้ด้านท้าย ด้วยควาุมอเนกประสงค์นี้เอง มันจึงคลาสสิก เป็นรถอีกคันที่ดูแล้วขี่ไปอีกสิบปียี่สิบปีมันก็ยังดูไม่เก่า…คือไม่เก่าไปกว่านี้ ๕๕๕ เมื่อวันเวลาของแฟชั่นย้อนยุคกลับมา มันก็เวียนมาฮิตได้เรื่อยๆอยู่อีกนั่นแหละ

สิ่งที่ติดตัวมาแล้วดีงามของเจ้า GD110HU อีกอย่างคันนี้ก็คือช่วงล่างที่น่าประทับใจ ในน้ำหนักบรรทุกที่ไม่เกินไป มันตอบหลายๆโจทย์ได้พอดี เมื่อบวกกับยางติดรถที่ดีเกินคาด มันก็ไปได้ทุกท่า แต่ถ้าคนซ้อนน้ำหนักเกินมาตรฐานอาการย้วยก็มาเหมือนกัน

 

 

 

 

เมื่อเจอทางแดงประเภทลูกรัง มีหลุมบ่อบ้างพอสังเขป หากทักษะคุณได้ ลองรูดไปดูสิ แล้วจะพบว่าอัศจรรย์ของเจ้าGD110HU กับช่วงล่างเดิมๆยางเดิมๆนี่แหละ คำว่าน๊อตหลุด หลวมคลอน รับรองว่าไม่มี คนบ้าเขาการันตีมา สมชื่ออยู่นะ

 

 

 

 

การแสดงผลต่างๆ หรือที่เรียกกันว่าเรือนไมล์ ออกแบบมาได้ร่วมสมัย มีไฟบอกเกียร์ครบทุกเกียร์ ไฟแสดงเกียร์ว่าง ไฟแสดงการทำงานของไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาแยกกัน เลขไมล์แบบแยกไมล์ของตัวรถกับไมล์ที่ปรับให้ระยะทางเป็นศูนย์ได้(สำหรับเช๊คระยะทางที่ใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิง)
สิ่งที่ขาดไปและอยากให้มี คือถ้ามีวัดรอบจะแจ่มมาก แต่ก็เข้าใจนะว่ารอบไม่ได้สูงอะไรขนาดนั้น หรือวัดออกมาแล้วรอบน้อยๆมันจะดูแปลกๆหนอ
สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับก๊อกน้ำมันแบบสองก๊อก คุ้นกับเกจน์วัดน้ำมันมาตลอด อันนี้ก็ต้องปรับตัวกับมัน แต่พอคุ้นชินแล้วก็ดีไปอีกแบบ

ส่วนตัวผมเป็นสายทัวร์ริ่ง เลยเลือกเพิ่มเติมอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านที่เขาแต่งรถรุ่นนี้กัน ที่เด่นๆหลักๆเลยก็เจ้าสปอร์ตไลท์ LED สองข้างนี่แหละ ไปไหนใครก็ถาม อิอิ และยิ่งเมื่อติดมันเข้ากับโครงกันล้มที่อิมพอร์ทมาจากแดนมังกรด้วยความกรุณาของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง การตอบคำถามตามแยกไฟแดงเป็นเรื่องที่สนุกสนานเลยล่ะ

 

 

 

แน่นอนว่าสายทัวร์ริ่งกับกล่องหลังหรือTOP BOX เป็นของคู่กัน และเดี๋ยวนี้ก็เป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดกันทั่วไปแล้ว อรรถประโยชน์ของมันคงไม่ต้องเหลากันมาก เอาเป็นว่าถ้าซื้อใบเล็กมา สักพักมันจะงอกใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมไปเอง หัวเราะ ข้อดีอีกอย่างของมันคือแรคหลังที่ติดมากับรถเนี่ย วางถาดกล่องของหลายๆยี่ห้อได้พอดีแหละ จากการใช้งานมาหมื่นกว่ากิโลเมตร เจ้าแรคนี้แข็งแรงทนทานเชื่อถือได้จ้า

 

 

 

 

 

 

แหม่ เหลาข้อดีมาเยอะ ข้อเสียล่ะเจอไหม ก็มีนะ ก็เพราะไอ่สปอร์ตไลท์สองดวงที่เห็นน่ะเพราะเจ้าข้อเสียหรือข้อจำกัดนี่แหละ
คือไฟหน้าของรุ่นนี้ความสว่าง….อืมมมม ไม่พอฮะสำหรับถนนเริ่ดๆของบ้านเรา แถมหลอดไฟที่ให้มายังเป็นหลอดหัวโตโบร๊าณณณณณโบราณ คือไม่ต้องวินเทจขนาดนั้นก็ได้เน้อ หาหลอดเปลี่ยนตามร้านทั่วไปนี่ไม่มีนะ ต้องวิ่งเข้าร้านอะไหล่รถเก่าๆ จุดนี้ควรปรับปรุงนะจ๊ะ

 

 

ประทับใจอีกคือทรงแฮนด์ติดรถนี่ขี่สบายหลังดีจริงๆนะ
ไฟเลี้ยวสองข้างและหน้าหลังถ้าพูดเรื่องความปลอดภัยก็ดีงามเพราะดวงใหญ่ไฟชัดใช้งานได้ดี

รู้สึกว่าเจ้าหนี้เริ่มมาทวงเยอะ มาๆ 130cc เป็นไงบ้าง….
เอารายการอะไหล่ที่เปลี่ยนมาให้ดูกันก่อน

 

 

 

ผลที่ได้…เหลากันแบบสั้นๆเอาตรงประเด็นเน้นๆเนื้อๆ
อัตราเร่ง ต้น-กลาง-ปลาย จัดว่าดีขึ้นทุกช่วง ถ้าให้คิดเป็นตัวเลข(เอาจากความรู้สึกนะ) ดีขึ้นไม่น้อยกว่า 5%และอาจจะถึง8% ติดมือขึ้นแน่นอน
ถามกันมาเยอะ คำถามสามัญ…MAX-SPEED ได้เท่าไร….
บอกให้เข้าใจก่อนว่า kit set up to 130cc ตัวนี้ จัดว่าเป็นเพียบ Step1 ของการปรับปรุงสมถนะเครื่องยนต์เท่านั้น ผลคือเครื่องยนต์ได้กำลังดีขึ้นตามที่ควรจะเป็นสำหรับเครื่องที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีสูงและมีรอบที่สูงปรูดปร๊าด
ส่วนตัวเจ้าของกระทู้หนัก 95 เคยขี่แบบรถเปล่าๆ มีกล่องหลังแต่ไม่ได้บรรทุกอะไร เอาแบบไม่หมอบได้ประมาณ 112 (ตามไมล์ติดรถ) จากเดิมๆไหลๆได้เต็มที่ก็ร้อยนึง(ไม่ไหลลงเนิน) ลองหมอบดูดีๆก็ไหลไปได้อีกหน่อย แตะๆ120อยู่เหมือนกัน
ความทนทานล่ะ!!
จากรายการอะไหล่จะเห็นว่าทั้งหมดเบิกอะไหล่แต่ของรถมอเตอร์ไซค์ซูซูกิบางรุ่นมาสับเปลี่ยน ความเหนียวของแต่ละพาร์ทจึงมีมาตรฐานของซูซูกิการันตี จากการหวดหมดปลอกตลอด2500กิโลเมตรโดยประมาณ รวมถึงตอนนี้ก็ผ่านไป3000กว่ากิโลเมตรจากการใช้งานปกติทั่วไป ทุกวันนี้เครื่องยนตร์ก็ยังปกติดีอยู่
แต่ก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดของเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศนะ วิ่งไกลๆยาวๆเครื่องมันสะสมความร้อน MAX-SPEED ก็ลดลงบ้างตามที่ควรจะเป็น เอาง่ายๆว่าหายไปเกือบสิบแหละ แต่จอดให้เครื่องเย็นสักพักก็ดีขึ้นเอง
ถ้าเทียบกับราคาที่จ่ายกับเซทอัพ130cc นี้…สำหรับผมโอเคนะ มันเร่งติดมือขึ้น วิ่งไกลๆได้ความเร็วเพิ่มขึ้นและอัตราเร่งดีขึ้นอีกหน่อยเวลาต้องแซงนี่เหมาะสมเลย
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เดิมๆผมเคยลองจับดูได้ประมาณ 35โลลิตร พออัตราเร่งดีขึ้นไม่ต้องเค้นมากมาย ผลดีคือได้ประมาณ40โลลิตรซะงั้น

วกกลับมาเรื่องน้ำมันเครื่องป๋องส้มกันนิดนึง…จากการวิ่งทดสอบในรอบนี้ ถ้าเทียบกับน้ำมันเครื่องทั่วไปที่ขายในท้องตลาด รู้สึกได้ถึงความลื่นที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ลื่นมากเท่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ร้อย ใช้งานไปประมาณ 1000โล วัดดูก็พร่องไปนิดหน่อย และเริ่มเสื่อมสภาพที่ประมาณ2000กิโลเมตร รู้สึกได้จากการสับเปลี่ยนเกียร์ที่ความนุ่มนวลลดลงไปด้วย
แต่หลังจากลองน้ำมันเครื่องอื่นที่เป็นเกรดทั่วไปแล้ววิ่งหมดปลอกยาวๆก็พบว่าน้ำมันเครื่องพร่องไปนิดหน่อยพอๆกันจ้า

สุดท้ายก็ขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่านที่ตามอ่านกระทู้นี้ที่เขียนกันข้ามวันข้ามคืนจนจบ
จริงๆก็ไม่ได้อยากเขียนยาวๆหรอก แต่ก็ไม่อยากให้รายละเอียดมันขาดหายไปอะนะ
ขอบคุณมากครับ

 

ต้นฉบับจาก : HTTPS://PANTIP.COM/TOPIC/34163793

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GD110HU :  WWW.THAISUZUKI.CO.TH


REMOVE ALL
COMPARE
0
Scroll Up